Home Articles ประสบการ์ณสยอง ตอนที่ 2

ประสบการ์ณสยอง ตอนที่ 2

ประสบการ์ณต่อไปนี้ ได้รับการส่งเข้ามาจากรุ่นพี่ในรั้วมหาวิทยาลัย เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ลองมาอ่านกันดูครับ


ปล. พี่ๆท่านใด สนใจส่งผลงานสยองขวัญ เพื่อต้อนรับน้องใหม่ รบกวนโพสบอกด้วยน่ะครับ แล้วจะมีทีมงานติดต่อท่านกลับไป 
เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน กรุณากดplay คลิปข้างล่างนี้ ขอให้โชคดี เจอผีกันทุกคน


 

ด้ายแดง โดย คุณแจ๊ป โชว์

สมัยโรงเรียนมอว เพิ่งสร้างแรกๆ เด็กมอวในรุ่นนั้นก็ต้องมาเรียนกันที่คณะวิทย์เรื่องราวเกิดขึ้นจาก มีเด็กคนนึงลืมของไว้ที่ตึกเรียน แล้วคราวนี้ เด็กคนนั้นก็กลับมาเอาของที่ตึกนั้น ซึ่งในตอนนั้นมันก็เป็นเวลาที่เย็นพอสมควรแล้ว  พอเข้ามายังตึก ก็ได้เจอกับยาม ยามบอกว่าเออ เดี๋ยวพาขึ้นไปเอง ไปด้วยกันเพราะว่าตึกมันปิดแล้ว แล้ว เด็กคนนี้ก็ไปกับยาม ก็ได้กดลิฟท์ ชั้นนึง สักชั้น (สมมติว่าชั้น8)แล้ว สักพักลิฟท์เปิดเองแต่เปิดไปที่ชั้นที่ไม่ได้กด เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก ก็มีคนแก่คนนึงพยายามเข้ามา ยามก็แบบ ตกใจแล้วก็รีกดปิดลิฟท์ เด็กนั้นก็สงสัยเอ๊ะทำไมไม่ให้ยายเข้ามา  ยามก็ตอบกลับไปว่าแล้วนั้นไม่เห็นเหรอ ที่ข้อมือของยายอ่ะ มีด้ายแดง ซึ่งมันหมายความว่า เป็นคนที่ตายไปแล้ว เด็กคนนั้นก็งง ว่าเอ๊ะด้ายแดงยังไง ยามคนนั้นก็ยกข้อมือตัวเองขึ้นมา แล้วบอกว่า "แบบนี้ไง"

 

ส่วนเรื่องต่อไปนี้ ส่งมาโดย คุณฝ้าย

คือถ้าเท้าความกันตามความเป็นจริง คนเก่าก่อนไม่ว่าจะเป็นคนนอก บุคลากรของมอ. หรือแม้แต่นักศึกษาหลายๆคน จะทราบดีว่า ม.สงขลานครินทร์ เกือบครึ่ง ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่รพ.เก่า บางส่วนก็เป็นป่าช้า หรือกุโบร์ (ที่ฝังศพชาวมุสลิม) ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มี เรื่องเล่า ตำนาน หรือประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับผี วิญญาณ หรือสิ่งลี้ลับต่างๆ

เรื่องแรก ไปกันที่หอพักกันก่อน ไม่บอกดีกว่าว่าหอไหน ที่นี่เป็นหอเก่าแก่ มีศาลาไม้เก่าๆกลางสระน้ำอยู่ด้านหน้า (จากโรงช้างก็มองเห็น) แต่ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยสั่งถมดินไปแล้ว ศาลานี้มีเรื่องเล่านะ ว่าบริเวณสระน้ำที่สร้างศาลาไม้หลังนี้ เป็นบ้านคนมาก่อน และก็เป็นเจ้าของที่ดินแถวนั้นด้วย เจ้าของบ้านเป็นครอบครัวมุสลิม ต่อมาเกิดไฟไหม้บ้าน ทุกคนถูกไฟครอกเสียชีวิตหมด เมื่อมีการเอาที่ดินส่วนนั้นมาใช้สร้างหอพัก ก็เกิดอาถรรพ์ความเฮี้ยนแบบไม่หยุดหย่อน แว่วมาว่า ที่ทางมีเจ้าของ เจ้าของร้อนรน ทรมาน ก็มาให้เห็นกันประจำ เลยต้องสร้างศาลากลางน้ำไว้เหมือนเป็นการแก้เคล็ด และก็มีนักศึกษาหลายคน ชอบไปนั่งเล่น อ่านหนังสือในศาลา แต่ถ้านั่งกันย่ำค่ำก็มักจะมีร่างไหม้เกรียมมานั่งเป็นเพื่อนด้วยเสมอ จนต่อมา ทางเดินเชื่อมศาลากลางน้ำนั้นจึงได้ถูกทำลายไป ไม่สามารถเดินไปถึงศาลาได้อีก

แต่เรื่องเล่าหอนี้ยังมีอีกเยอะมากจริงๆ

อีกเรื่องเริ่มจาก มีนศ.ชายคนหนึ่ง ประมาณว่าเป็นเชื้อสายทางมโนราห์นี่แหละ ก็จะมีสัมผัสที่หก มองเห็น หรือสัมผัสสิ่งลี้ลับได้อยู่ตลอด สมมติว่าชื่อเอละกัน เอมักจะไปนั่งอ่านหนังสือกับแฟนสาวที่โต๊ะใต้หอ เป็นปกติทุกเย็น แต่เย็นวันนั้นดันไม่ปกตินี่ดิ่ เพราะตอนที่เอกำลังนั่งคุยเล่นกะแฟน มองผ่านหลังแฟนไป ดันเห็นเงาตะคลุ่มดำๆใหญ่ๆคล้ายร่างคนนั่งยองอยู่บนโต๊ะมุมสุด และก็กระโดดตามโต๊ะมาเรื่อยๆ ทีละโต๊ะๆ จนสุดท้ายมาอยู่ตรงหน้าเอ แต่จากเงาดำ กลายเป็นร่างผู้ชายตัวไหม้เกรียม ตาแดงก่ำ นั่งยองจ้องหน้าเหมือนโกรธมาก เอก็พยายามไม่เอะอะ เพราะกลัวแฟนสาวตกใจ จนร่างไหม้เกรียมตรงหน้าเอ่ยออกมา ประมาณว่า “มึงเห็นกูก็ดีแล้ว มึงไปบอกไอ่พวกนั้น ว่าอย่ามาท้าทาย รบกวนกู!” ก่อนจะหายไป จากนั้น เอก็รวบรวมสติ แล้วเดินไปทางด้านหลังหอพักตามความรู้สึกว่าต้องไป แล้วก็เจอนักศึกษากลุ่มหนึ่งตั้งวงเล่น ผีถ้วยแก้วกันอยู่ พอคิดได้ว่าใช่แน่ เลยเข้าไปบอกเตือน และทุกคนก็สลายตัวไปทันที ส่วนเอ ก็ได้รับการขอบคุณจากเจ้าของที่ ด้วยการที่เห็นเค้ายืนเกรียมอยู่ไกลๆ

มากันที่ตัวห้องพักบ้าง มีหลายห้องที่มีประวัติ แต่ไม่ขอบอกเลขห้องละกัน เดี๋ยวน้องๆรุ่นหลังจะเกรงใจกัน ไม่กล้าแย่งกันนอน (แต่หอนี้สบายนะ ห้องกว้างกว่าหอสหกรณ์เยอะ) อ้ะ แต่ละชั้นก็จะมีประมาณสามสิบห้อง ห้องน้ำชั้นละสองห้อง เป็นห้องน้ำรวม ห้องแต่ละห้องก็เป็นเตียงสองชั้น สองเตียง คือนอนได้สี่คน ก็จะมีประวัติอยู่แค่บางห้องเท่านั้น แต่ห้องน้ำนี่เจอกันบ่อย เหมือนเป็นอุปาทานหมู่ไปแล้ว ณ ห้องน้ำชั้นนั้น (ไม่บอกว่าชั้นไหน) มีเรื่องราวของเส้นผมอยู่ คือห้องน้ำจะมีห้องอาบน้ำอยู่ประมาณห้าห้อง แม่บ้านจะทำความสะอาดวันเว้นวัน และมีห้องอาบน้ำห้องนั้นเท่านั้น ที่ทุกครั้งหลังแม่บ้านทำความสะอาด บุคคลแรกที่เข้าไปใช้ จะได้พบเจอกับเส้นผมเป็นกะจุกเล็กๆอยู่มุมห้องนั้นเสมอ ต่อให้แม่บ้านล้างให้สะอาดแค่ไหน รายแรกที่ใช้ ก็เจอทุกราย น.ศ.ที่รู้เรื่องจะหลีกเลี่ยงห้องนี้ หรือบางทีก็รอให้พวกไม่รู้สาดน้ำทิ้งไปก่อนใช้ต่อเสมอ ส่วนห้องส้วมอีกชั้น จะมีห้องหนึ่งที่จะมีเสียงกดชักโครกโดยไม่มีคนใช้เป็นประจำทุกคืน เน้นว่าทุกคืน ตอนกลางวันไม่ดังจริงๆ อันนี้เคยเจอกับตัวเองตอนตีสอง หลอนอยู่คนเดียว จะปลดทุกข์ก็หยุดแค่เท่านั้นแหละ

มากันที่อีกหนึ่งหอ อันนี้ใบ้ว่าเป็นหอใหม่ หลายคนก็เคยเห็นและสงสัยกัน ว่าอยู่ดีดี ทำไมต้องเอากระจกบานใหญ่ๆมาตั้งไว้ตรงกับประตูทางเข้าพอดิบพอดี ใหนจะห้องพระเล็กๆที่อยู่ดีๆก็โผล่มาข้างประตูทางเข้านั่นอีก คำตอบเรื่องนี้พี่ยามเค้ามีให้ คือบังเอิญมีเพื่อนสนิทกับยาม พี่ยามแจ้งถึงที่มาอย่างออกรสกันในสถานที่จริงเลย เล่าไปก็หวั่นๆไป เรื่องของเรื่องก็คือ มีอยู่คืนนึงพี่ยามแกก็เฝ้ายามปกติของแก น.ศ.ก็ทยอยกลับเข้าหอพักเรื่อยๆ แต่สักพักก็มีลุงคนหนึ่งผอมโทรมหน่อย จะเดินเข้าหอพัก ทั้งที่ก็ดึกแล้ว และเป็นหอหญิงด้วย จะเข้าก็ต้องสแกนรอยนิ้วมือ นั่นหมายถึงคนนอกไม่มีสิทธิ์ พี่ยามเห็นแว้บแรกก็ตกใจ โวยวายตามหน้าที่ทันทีว่า “คุณลุงเข้าไม่ได้นะคะ หอนี้ห้ามผู้ชายขึ้นเด็ดขาด หมดเวลาแล้วด้วย” ด้านคุณลงได้แต่ทำหน้านิ่ง เหมือนไม่สบอารมณ์ พี่ยามจึงถามว่า “ลุงจะไปหาใคร บอกกันก็ได้” คุณลุงก็ได้แต่จ้องหน้า แล้วบอกแค่ว่า “กูตามหลานกูมา” “กูมากับเค้า” แล้วคุณลุงก็ทำให้พี่ยามสติแตกโดยการ เดินผ่านประตูเข้าไป โดยไม่หันหลังกลับมามองพี่ยามที่ได้แต่อึ้ง ก่อนลุงจะหายไปเฉยๆ จากนั้นไม่กี่วัน ทางสำนักงานหอพักก็นำเอากระจกเงามาตั้งไว้ตรงทางเข้า และจัดห้องพระขึ้น เหมือนเป็นการแก้เคล็ด สะท้อนสิ่งไม่ดีออกไป เอาง่ายๆก็กันผีนั่นแหละ

ที่หอติดกันก็มีเรื่องเล่าเยอะมาก มากจนขี้เกียจพิมพ์ งั้นเอาจากประสบการณ์จริงของตัวเอง ซึ่งก็ผ่านมานานแล้วก็หลายปีอยู่ ตอนนั้นเฟรชชี่ น้องใหม่ ก็อยู่หอใหม่ ห้องนี้แค่เลขห้องก็ไม่มีใครเลือกอยู่ละ เลยได้มาอยู่เอง อย่างว่าเลขอาถรรพ์ ชั้นที่อยู่ก็เลขเดียวกันอีก ก็อยู่กับเพื่อน โรงเรียนเดียวกันอีกสองคน คนหนึ่งแยกเตียงออกไปติดห้องน้ำ ส่วนเราก็เอาเตียงชิดกับเพื่อนอีกคนติดไปทางหน้าต่าง และระเบียง คือก่อนหน้านี้ห้องนี้ก็มียันเล็กๆเก่าๆ กับธูปที่ยังไม่ได้ใช้อยู่ แต่เราหรือก็จับโยนทิ้งหมด อยู่กันไปก็ไม่มีอะไร จนมาคืนนั้น นอนไม่หลับจริงๆ ไอ่เพื่อนเราก็นอนหันหลังใส่กันหมด พอใกล้เคลิ้ม ประตูระเบียงก็ดังเหมือนมีคนเคาะ ดังอยู่สักพัก เราก็คิดว่า ลมพัดแหละ (ให้กำลังใจตัวเองมาก) แต่สักพักก็ดังอีก คราวนี้รุนแรงมาก เหมือนมีคนเขย่า เพื่อนที่นอนริมหน้าต่างหันพลิกตัวมากอดเราแน่น ตัวสั่นไปหมด เราก็ปลอบว่าไม่มีอะไร (ทั้งๆที่เย็นวาบหมดทั้งตัว) ดังอยู่อย่างนั้นอีกสองหน เราก็ไม่ไหวแล้ว เปิดไฟทั้งห้อง เพลียก็นอนกันเลย ต่อมาอีกคืน คืนนี้เงียบมาก ล๊อคประตูระเบียงประตูห้องกันสนิท ต่างคนต่างไม่เอ่ยอะไรกันก่อนนอน จนดึกมากแล้ว รู้สึกว่ามีใครเดินอยู่ในห้อง ก็เลยกระเถิบไปแนบเพื่อน ผ้าคลุมโปงนอนสวดมนต์แล้วหลับไป จนเช้ามาก็ยังคลุมอยู่อย่างนั้น เพื่อนสองคนคุยกัน เราก็ไม่สนใจ จนกระทั่งอิเอฟที่นอนแยกออกไปคนเดียวเล่าว่า “เมื่อคืนเหมือนจะโดนอำว่ะ แต่รู้ว่าเค้าอำไม่ได้ กุใส่พระ กุก็นอนกำพระตลอดเลย” เพื่อนอีกคนก็ได้แต่เงียบไปพักหนึ่งแล้วก็ถามว่า “จริงเหรอวะ แล้วผู้หญิงหรือผู้ชาย” อิเอฟบอกว่า “เป็นผู้หญิงว่ะ มายืนข้างกูสักพักเหมือนทำไรไม่ได้ก็ไป แต่พอกูแลอีกที ไปอยู่ปลายเตียงมึง เอื้อมมือไปจับขาไอ่... จับอยู่สักพักแล้วก็หายไป กูนอนสวดมนต์มั่วหมด” เราเปิดผ้าห่มออกมาเหงื่อแตก ถามว่าจริงเหรอ คำตอบที่ได้คือ อิเอฟเป็นใข้หัวชี้ ชวนกลับบ้าน แต่เราก็ไม่ได้ไปด้วย มันเลยไปกับอีกคนแทน จากนั้นพอมาเจอกัน มันเล่าให้ฟังว่า พอถึงบ้าน จอดรถมอไซค์ลงมาปุ้ป หม่าม้าก็ทักทันที ว่า “ทำไมเพื่อนอีกคนไม่ลงมาด้วย” แค่นั้นแหละ สองคนนั้นมองหน้ากัน แล้วเหมือนจะร้องให้ แกล้งถามหม่าม้ากลับไปว่า ใครเหรอ? คำตอบคือ “ก็เพื่อนผู้หญิงนั่งอยู่ท้ายรถไง” อิเอฟไม่พูดพร่ำ เล่าเรื่องให้ม๊าฟัง ม๊าก็แนะนำให้ไปศาลเจ้า รดน้ำมนต์ เราก็เลยไปด้วยกันหมด กะว่าซ้อนสามอย่าให้มีที่เหลือ เย็นวันนั้นทั้งหน้าห้อง หลังห้อง หัวนอน ก็มีแต่ยันต์ไทย ยันต์จีน พระเครื่อง แขวนติดเต็มห้อง จนกระทั่งตอนนี้ ห้องที่เราเคยอยู่ก็ยังมียันต์นั่นอยู่ ของเค้าดีจริง


วันดีเดย์

เกริ่นก่อนว่า ประวัติวันดีเดย์มีหลายเรื่องราวมาก ดังนั้นเรื่องต่อจากนี้อาจจะแตกต่างหรือคล้ายกับเรื่องราวที่จากหลายๆที่มา อันนี้เป็นเรื่องที่รุ่นพี่เล่าต่อๆกันมา แล้วก็ประสบการณ์ที่มีใหม่มาผสมกันทุกๆปีที่อยู่มอ.มา วันดีเดย์ หรือวันที่ 16 กรกฏาคม ของทุกปี ถือว่าเป็นวันที่เด็กๆน้องใหม่หรือรุ่นพี่จะกล่าวขานถึงในกันอยู่ก่อนจะถึงวันจริงเสมอ เหมือนเป็นการบอกต่อเพื่อเตรียมตัว ว่ากันว่าเป็นวันดีเดย์ของวจก.หรือคณะวิทยาการจัดการนั่นแหละ ประวัติคร่าวๆก็เท้าความไปถึงหลายปีก่อนนู้น เป็นช่วงรับปริญญา และเป็นคิวของวิทยาเขตปัตตานี ดังนั้นบัณฑิตทุกคนจากต่างวิทยาเขต จึงต้องเดินทางไปรับปริญญาที่นั่น ระหว่างทาง รถบัสของวจก.ประสบอุบัติเหตุ รถคว่ำลงใหล่ทาง ทำให้นักว่าที่บัณฑิตวจก.หลายคนเสียชีวิต จากนั้น ในวันนี้ของทุกปีจึงมีประวัติที่ไม่น่าฟังนัก เกี่ยวกับการต้อนรับน้องใหม่ของรุ่นพี่ว่าที่บัณฑิตวจก.ที่เสียชีวิตไป บ้างก็ว่ามายืนล้อมรอบเตียงน้องเพื่อบูมต้อนรับ บ้างก็ว่ามาทักทายยินดี หรือบางทีก็มาดูหน้าสายรหัสหลานย่าตาทวด ย้ำว่ามีทุกปีจริงๆ อย่างล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว มีน้องเล่าว่า “มาจริงๆนะพี่ เดินผ่านประตูมาเฉย มาบูมแล้วก็ไป หญิงชายมีครบ ยิ้มเยาะสนุกสนาน แต่หนูช๊อคไปแล้วจริง ทำอะไรไม่ถูกเลย เห็นว่ามาทางประตู ตอนบูมเมท หนูได้ยินแต่เสียง” แต่เรื่องนี้เด็กวจก.หลายคนไม่กลัวหรือตื่นเต้น เพราะเค้าว่ากันว่า รุ่นน้องวจก.จะไม่รับรู้ หรืออาจจะมีแค่บางคนที่เห็นเท่านั้น รูมเมทน้องๆวจก.หลายคนที่อยู่คณะอื่นจึงหาวิธีโน่นนี่เพื่อเลี่ยงจะเจอ บ้างก็กลับบ้านไปเลยคืนนั้น ส่วนคนที่ต้องอยู่ห้องจริงๆ ก็หาสัญลักษณ์ต่างๆที่บ่งบอกความเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์มาแขวนมาติดที่ห้อง หรือที่เตียง เพราะว่ากันว่า รุ่นพี่กลุ่มนี้ เค้าจะไม่หลอก หรือแกล้งน.ศ.วิศวะฯ เพราะตอนประสบเหตุการสูญเสียครั้งนั้น คณะวิศวะฯเป็นเพียงคณะเดียวที่ผ่านไปพบและเข้าช่วยเหลือน.ศ.วจกที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ดังนั้น จึงเหมือนเป็นการขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือ แต่ก็มีที่มาขอบคุณให้เห็นกันจริงๆก็มี ส่วนดีเดย์ปีนี้จะมีอะไรน่าตื่นเต้นบ้าง คงต้องให้น้องมาเป็นฝ่ายเล่าให้ฟัง


เรื่องเล่าจากคณะตึกสวย


สาวๆก็สวย คณะนี้มีตึกเป็นรูปตัว L ไม่ได้สร้างเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อคณะในภาษาอังกฤษหรืออย่างใด แต่แทบทุกส่วนของคณะนี้จะเป็นรูปสามเหลี่ยมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟรอบคณะ หลังคาทุกด้าน หรือหน้าจั่วสามเหลี่ยมด้านหน้าคณะ ทุกอย่างสร้างขึ้นเพื่อแก้เคล็ดตามโบราณท่านว่า สร้างบ้านสร้างเรือนตรงทางสามแพร่งนั้นไม่ดี แต่คณะนี้ก็อยู่ ณ จุดนั้นพอดิบพอดี ไม่มีเอนเอียง หน้าคณะจึงมีวงเวียนกันทางแยกไว้ ด้านในตรงทางเข้า มีบันไดวนเด่นกว่าคณะอื่น และอย่างที่กล่าวมาทุกอย่างเป็นสามเหลี่ยม ว่ากันว่าทางสามแพร่ง เป็นทางผีผ่าน แล้วคิดเหรอว่าทางนี้จะไม่มีท่านเหล่านั้นผ่านมาบ้าง แน่นอนว่าต้องมี ชั้นสี่ ชั้นห้า เป็นที่กล่าวขาน ยาม แม่บ้าน นักศึกษา ตกเย็นย่ำค่ำ ใครดวงตก มีสัมผัสที่หก เป็นต้องเห็นกันประจำ ลุงยามเล่าว่า สองสามทุ่ม ลุงมีหน้าที่ต้องไปล๊อคทางเดินเข้าห้องพักอาจารย์ ซึ่งเป็นประตูกระจกใสกั้น ทุกครั้งจะมีการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าที่เจ้าทาง อย่างเช่นคืนนั้นลุงก็ทำหน้าที่เดิม ไปล๊อคประตู แต่ดันมีคนอยู่ด้านใน มองผ่านประตูกระจกไป เห็นว่าเป็นนางชุดไทย ยืนยิ้มหน้าหวานเลย แต่ลุงกลับบอกว่าไม่กลัว ลุงเจอมาเยอะกับเรื่องพวกนี้ บางทีไปปิดประตูห้องเรียน นั่งอยู่เต็มห้องก็เคยเจอมาแล้ว ลุงบอกว่าที่นี่น่ะ เจ้าที่แรงนะ บางทีสวดมนต์ก็เท่านั้น เค้าเป็นแขก(อิสลาม)ไม่กลัวหรอก แต่ที่หนักกว่านั้น ก็ตอนรับน้องนานมาแล้ว ก็มีเล่าเรื่องผีนี่แหละใต้คณะเลย แต่คราวนี้มีน.ศ.คนหนึ่ง ที่เห็นผีบ่อย กรี๊ดสลบกลางวงเลย รุ่นพี่หลายคนเข้าไปช่วยดูแลจนฟื้นน้ำตาอาบแก้ม ถามกันถึงสาเหตุ ก็ได้ความว่า ตอนนั่งฟัง เงยหน้าขึ้นอีกทีมีแต่วิญญาณนับร้อยยืนล้อมรอบวงที่นั่งอยู่ สภาพที่เห็นรู้ทันทีว่าไม่ใช่คน และเหมือนเค้าโกรธมากด้วย หลังจากนั้นพิธีการนี้ก็ถูกยกเลิก รุ่นพี่อยากเล่าอะไรก็จัดกันตอนกลางวันตลอด และแน่นอน คนที่รู้ๆกัน จะไม่ขึ้นไปชั้นบนๆคนเดียวมืดๆ แต่ถ้าคนไม่สนใจเรื่องแบบนี้ ตึกคณะนี้น่าอยู่ที่สุดแล้วแหละ น.ศ.ทุกคณะต้องมาเรียนที่นี่ และทุกๆคืนใต้คณะนี้ไม่เคยเงียบเหงา เพราะน.ศ.ส่วนใหญ่จะมานั่งเล่น นั่งอ่านหนังสือ ติวข้อสอบกันเพียบ เป็นตึกที่น่าอยู่นะ ^^


Last Updated ( Friday, 01 June 2012 15:44 )