Home Land - Macro Macro : Chiang Dao Flora

Macro : Chiang Dao Flora

Location : Doi Luang Chiang Dao

Photograph by 4Cus

สวัสดีครับ  Photoxcite.com

ภาพชุดนี้เป็นภาพชุดมาโครชุดแรกในชีวิตเลยครับ

มานั่งนึกครึ้มว่าจะถ่ายยังไงดี เอาแบบไหนให้สวย คิดเยอะมาก คิดเยอะกว่าภาพวิวทิวทัศน์ในแบบที่เคยถ่ายมาซะอีก กว่าจะได้แต่ละรูปนั่งเล็งแล้วเล็งอีก ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆประสบการณ์นึงเลยครับ การถ่ายภาพมาโครดอกไม้ นับว่าง่ายกว่าการถ่ายภาพมาโครสัตว์ตัวเล็กๆเยอะครับ ที่ง่ายกว่าก็เพราะว่ามันไม่ค่อยขยับ และอีกอย่างคือมันไม่หนี!!! 5555+

ภาพดอกไม้ชุดนี้ทั้งหมดเป็นพันธุ์ไม้ที่พบได้ตามเทือกเขาดอยเชียงดาวครับ ซึ่งเหล่าสกุณาพวกนี้บางชนิดพบได้เฉพาะที่ดอยเชียงดาวแห่งนี้เท่านั้นในโลกนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะดอยเชียงดาวมีลักษณะเชิงนิเวศที่แตกต่างกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างสิ้นเชิง พืชที่พบบนดอยเชียงดาวจึงแตกแปลกแยกแต่สวยงามกว่าที่อื่นเช่นกัน และทุกๆดอกไม้ที่ผมถ่ายมา ผมได้แนบข้อมูลเบื้องต้นไว้ให้แล้ว เผื่อผู้ที่สนใจด้านนี้โดยเฉพาะ หรือจะเป็นมือสมัครเล่นแบบผมก็ได้ จะได้ไว้ศึกษากันครับ

ป.ล.1 หากผู้ใดสนใจจะทราบรายละเอียด คอมเม้นตั้งไว้เลยครับ จะกลับมาอธิบายและบอกกล่าวให้ครับ

ป.ล.2 อุปกรณ์ Nikon D7000 + 10-24 + 105 Lightroom CS6 & Photoshop CS6 Processing

เพื่อให้ได้อรรถรสในการชม กด F11 เพื่อเข้าโหมด Full Screen และกด F11 เพื่อออกจากโหมด Full Screen ครับ

 

1. ถั่วแปบ

ชื่ออื่นๆ : มะแปบ

ชื่อสามัญ : lablab bean, Dolichos bean

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichos lablab Linn.

วงค์ : Leguminosa

 

 

2. อังกาบ

ชื่ออื่นๆ : ก้านชั่ง, ลืมเฒ่าใหญ่, อังกาบกานพลู, อังกาบเมือง, ทองระอา, คันชั่ง

ชื่อสามัญ : lPhilippine violet

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barleria cristata L.

วงค์ : Acanthaceae

 

 

 

3. บัวตอง

ชื่ออื่นๆ : พอหมื่อนี่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tithonia diversifolia (Hemsl.) A. Gray.

ชื่อสามัญ : Mexican Sunflower Weed

วงศ์ :  Asteraceae

 

 

 

4. หนาดคำ

ชื่ออื่นๆ : หญ้าฮากเหลือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Desmodium oblongum

วงศ์ :  FABACEAE

 

 

 

5. เทียนนกแก้ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens psittacina Hk. f.

ชื่อสามัญ : Parrot flower

วงค์ : BALSAMINACEAE

ลักษณะลำต้น : พืชล้มลุก อวบน้ำ อายุหลายปี สูงได้ถึง 1.5 ม. แต่ไม่จัดเป็นพืชกึ่งอัลไพน์

ลักษณะใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปไข่กว้าง โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นจัก ขนาดกว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-6 ซม.

ลักษณะดอก : สีม่วงแกมแดงและขาว ออกเดี่ยวตามก้านใบหรือปลายยอด ขนาดดอกบาน 2-3 ซม. ก้านดอกยาวได้ถึง 6 ซม. กลีบรองดอกรูปถ้วยปากบาน ส่วนโคนเป็นถุง มีงวงน้ำหวานสั้น อยู่ท้านสุด บริเวณที่ติดกับก้านดอกพองเป็นปีกโค้ง 2 ปีก กลีบดอกมี 5 กลีบไม่เท่ากัน กลีบบนรูปขอบขนานยาวที่สุด ปลายแยกลึกเป็น 2 แฉก กลีบข้าง 2 กลีบ แผ่เป็นปีกแคบ กลีบล่างแผ่เป็นปีกกว้าง ปลายเว้าเป็น 2 พู เกสรตัวผู้เป็นมัดม้วนงออยู่ในหลอดดอก

ลักษณะผล : เป็นฝักทรงยาวรูปกระสวย ภายในมีเมล็ดมาก

นิเวศวิทยา : พบตามเขาหินปูน ที่ความสูง 1,000 – 1,600 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

เขตการกระจายพันธุ์ : พบเฉพาะบนดอยเชียงดาว เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในโลก

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบระหว่างทางบริเวณดงน้อยและช่วงป่าดิบเขาบริเวณจุดพักระหว่างสามแยกกับป่ากล้วยและยังพบบริเวณดอยสามพี่น้อง ดอยกิ่วลมและตามป่าดิบเขาต่างๆ

สถานภาพ : เป็นพืชหายากถิ่นเดียวของดอยเชียงดาว

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม


 

 

 

 

 

6. มะแหลบ

ชื่ออื่นๆ : ผักชีดอย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peucedanum dhana

วงศ์ : APIACEAE or UMBELLIFERAE

 

 

 

7. ค้นหาแล้ว แต่ยังไม่ทราบชื่อครับ

 

 

 

8. น้ำนมเชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia saxicola Radcl.-Sm.


 

 

 

9. ฟองหินเหลือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sedum susanae Hamet

วงค์ : CRASSULACEAE

ลักษณะลำต้น : พืชล้มลุกฤดูเดียว สูง 5 – 12 ซม. ลำต้นเกลี้ยงค่อนข้างอวบน้ำ ขึ้นเป็นพุ่มขนาดเล็กตามซอกหินที่ชื้น แตกกิ่งจากบริเวณโคนต้น

ลักษณะใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายลำต้น รูปแคบยาว ปลายแหลม มีจำนวนมาก

ลักษณะดอก : สีเหลืองสด ออกดอกเป็นช่อจากบริเวณปลายยอด ดอกบานขนาด 0.6 – 1 ซม. กลีบรองดอกรูปไข่แกมสามเหลี่ยม กลีบดอกรูปไข่กว้าง ปลายแหลม เกสรตัวผู้มี 10 อัน สีเหลือง รังไข่แยกเป็น 5 พู ปลายแหลม

ลักษณะผล : เป็นฝักขนาดเล็ก แตกด้านเดียว ภายในมีเมล็ดมาก

ช่วงออกดอก : ออกดอกประมาณเดือน พฤศจิกายน - มกราคม

นิเวศวิทยา : พบตามภูเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 1,800 – 2,100 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอย

สถานภาพ : เป็นพืชหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

10. เจอราเนียมเชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Geranium lamberti ssp. siamensis

วงศ์ : GERANIACEAE

ลักษณะลำต้น : ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก สูง 5-12 ซม. ลำต้นสีแดงอมม่วง ทุกส่วนของต้นมีขนนุ่มสั้นปกคลุม

ลักษณะใบ : ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเวียนรอบลำต้น หรือเป็นเกลียว แตกใบน้อย รูปไข่กว้าง สีเขียว กว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-5 ซม. ขอบใบหยักเว้าลึกเป็น5แฉก แฉกกลางมีขนาดใหญ่สุด ขอบใบมีแถบสีแดงอมม่วงเข้ม โคนใบเว้าเป็นรูปคล้ายเงี่ยงหัวลูกศร

ลักษณะดอก : ออกดอกเป็นช่อซี่ร่มตามปลายยอด ช่อละ 2-4 ดอก ดอกทยอยบานครั้งละ 1-2 ดอก ขนาดดอก 4-5 ซม. ดอกสีม่วง สีชมพูอ่อน หรือสีชมพูอมม่วง กลีบดอก5กลีบ รูปไข่กลับ กลีบบาง โคนกลีบมีสีเหลืองระเรื่อๆ เกสรตัวผู้5อัน อับเรณูสีน้ำตาล รังไข่สีเขียวอ่อน เกสรตัวเมียสีน้ำตาลเข้ม กลีบเลี้ยง5กลีบ สีเขียว รูปขอบขนาน ปลายกลีบเป็นติ่งหนามแหลม

ช่วงออกดอก : ออกดอกในราวเดือนตุลาคม - ธันวาคม

นิเวศวิทยา : พบขึ้นตามซอกหินในที่โล่งแจ้งบนภูเขาหินปูนที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200-2,000 เมตร

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอย แต่พบมากบริเวณดอยกิ่วลมและดอยสามพี่น้อง

สถานภาพ : เป็นพืชหายากและเป็นพืชถิ่นเดียวของเชียงดาว ปัจจุบันมีรายงานการพบเฉพาะบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

 

11. บั้งม่วงเชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cicerbita chiangdaoensis  H. Koyama

วงศ์ : ASTERACEAE

ลักษณะลำต้น : ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก สูง 5-10 ซม. ลำต้นสีน้ำตาลอมแดง ทุกส่วนของต้นมีขนสากมือปกคลุม

ลักษณะใบ : ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเวียนรอบลำต้น หรือเป็นเกลียว รูปหัวใจกว้าง กว้าง 2.5-3 ซม. ปลายใบแหลมหรือมน ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันห่างๆ โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ แผ่นใบหนาและนุ่ม ก้านใบยาว 3-4 ซม. สีน้ำตาลอมแดง

ลักษณะดอก : ออกดอกเดี่ยวตามซอกใบ ขนาดดอก 4 ซม. ดอกสีม่วงอ่อน กลีบดอก 11 กลีบ รูปแถบ หรือรูปขอบขนาน เรียงเป็นวงซ้อนกันเป็น2ชั้น ปลายกลีบหยักเป็นซี่ฟันตื้นๆ มีเส้นสีม่วงเข้มพาดตามความยาวของกลีบ อับเรณูเชื่อมกันเป็นแท่งทรงกระบอก สีม่วงอมน้ำเงินเข้ม เกสรตัวเมียยื่นยาวเหนืออับเรณู ใต้เกสรตัวเมียมีขนเป็นพู่สีขาวอมม่วง

ช่วงออกดอก : ออกดอกในราวเดือนตุลาคม - ธันวาคม

นิเวศวิทยา : พบขึ้นบนสันเขาหินปูนตามซอกหิน หรือในที่โล่งแจ้ง หรือขึ้นปนกับหญ้า ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,900-2,200 เมตร

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบมากบริเวณดอยกิ่วลม ดอยหลวงเชียงดาวและดอยสามพี่น้อง

สถานภาพ : เป็นพืชหายากและเป็นพืชถิ่นเดียวของเชียงดาว ปัจจุบันมีรายงานการพบเฉพาะบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

12. หญ้าดอกลาย

ชื่ออื่น : หญ้าดอกจุด หญ้าดาว สิงขรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Swertia striata Coll. & Hemsl.

วงศ์ : GENTIANACEAE

ลักษณะลำต้น : เป็นไม้ล้มลุก สูง 30 – 60 ซม. ปลายกิ่งเป็นสี่เหลี่ยม

ลักษณะใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนแน่นที่โคนกิ่ง รูปรีแคบ ปลายใบแหลม

ลักษณะดอก : มีสีขาวและมีลายเป็นเส้นสีม่วงเข้มตามยาวของกลีบดอก ออกดกอเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกบานขนาด 1.5 – 2.5 ซม. กลีบรองดอกมี 5 กลีบ และมีกลีบดอก 5 กลีบ แต่ละกลีบจะมีต่อมอยู่ที่โคนกลีบ 2 อัน แต่ละต่อมยาว 0.2 ซม ต่อมจะเรียงอยู่โดยรอบเกสรตัวผู้ที่มี 5 อัน รังไข่เป็นรูปขอบขนาน

ลักษณะผล : เป็นรูปขอบขนาน กว้าง 0.1 – 0.2 ซม. ยาว 0.7 – 1.0 ซม. แก่แล้วจะแตกออก

ช่วงออกดอก : ออกดอกในราวเดือนตุลาคม - มกราคม

นิเวศวิทยา : พบในประเทศพม่าและภาคเหนือของไทย ในพื้นที่ที่ค่อนข้างชื้น โล่งแจ้ง มีหญ้าปกคลุม ที่ระดับความสูง 1,700 – 2,200 ม.

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอย

สถานภาพ : เป็นพืชหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

13. ช่อศิลา

ชื่ออื่น : ดอกคำหิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phitheirospermum parishii Hk. F.

วงศ์ : Scrophulariaceae

ช่วงออกดอก : ตุลาคม - กุมภาพันธ์

นิเวศวิทยา : มักขึ้นบนก้อนหินที่มีมอสปกคลุม ในที่โล่งแจ้ง ระดับ 1,800-2,200 เมตร

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : สามารถพบได้บนยอดทุกยอดของเทือกเขาดอยหลวงเชียงดาว พบมากบนดอยหลวงเชียงดาว ดอยกิ่วลม ดอยสามพี่น้อง ดอยนาง และดอยหนอก

สถานภาพ : เป็นพืนหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

 

14. ชมพูพิมพ์ใจ

ชื่ออื่น : พิมพ์ใจ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Luculia gratissima Sw.

วงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะลำต้น : ไม่พุ่มสูง 1.5 –2 เมตร.

ลักษณะใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปหอก กว้าง 5 – 10 ซม. ยาว 15 – 20 ซม. โคนและปลายใบแหลม เนื้อใบคล้ายแผ่นหนัง เกลี้ยง หูใบเป็นแผ่นรูปสามเหลี่ยม หลุดร่วงง่าย

ลักษณะดอก : มีสีชมพู มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อ ลักษระเป้นชัน ลดหลั่นกันเป็นระนาบ ก้านดอกยาวไม่เท่ากัน ดอกที่โคนช่อจะมีก้านยาวกว่า โคนกลีบดอกเชื่อกันปลายแยกออกเป็นปากแตร มี 5 แฉก กลมมน เกสรตัวผู้ 5 อันสีเหลือง มีก้านสั้น อยู่ภายในหลอดดอก

ลักษณะผล : คล้ายรูปไข่กลับ ผิวแข็ง เมื่อแก่จะแห้งและแตกออกตามความยาวเป็น 2 ซีก ขนาด 0.8 – 1.2 ซม. ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดจะมีปีกสั้น ๆ ที่ปลาย

ช่วงออกดอก : ธันวาคม – กุมภาพันธ์

นิเวศวิทยา : กระจายในเขตหนาวของเทือกเขาหิมาลัย จากเนปาลถึงภูฐาน ที่ระดับความสูง 1,300 – 2,000 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทิอกเขาดอยเชียงดาว

สถานภาพ : เป็นพืชหายากและเป็นพืชถิ่นเดียวของเชียงดาว ปัจจุบันมีรายงานการพบเฉพาะบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

 

15. กระดูกไก่น้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acanthaceae Justicia diffusa Wild.

 

 

 

 

16. ฟ้าคราม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ceratostima stapfianum Hoss.

วงศ์ : PLUMBAGINACEAE

ลักษณะลำต้น : เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 50 – 90 ซม. กิ่งและยอดอ่อนมีขนนุ่มปกคลม

ลักษณะใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปรี โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบจักและพบว่ามักจะเป็นสีแดง ขนาดกว้าง 5 – 8 ซม. ยาว 6 – 10 ซม. แผ่นใบสีเขียวซีด

ลักษณะดอก : มีสีฟ้าเข้มแกมน้ำเงินอ่อน ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกบานขนาด 1.5 – 2.5 ซม. ก้านดอกยาว 2 – 4 ซม. กลีบบริเวณโคนดอกลักษณะเป็นหลอด บริเวณปลายแผ่กว้าง แยกเป็น 5 กลีบ แต่ละกลีบส่วนปลายเว้าเป็น 2 พูปลายยอดแหลมชัดเจน เกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ในหลอดดอก

ช่วงออกดอก : พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์

นิเวศวิทยา : มีเขตกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย พม่า ตอนใต้ของจีน และประเทศไทย ขึ้นกระจายบริเวณที่สูงของดอยหลวงเชียงดาว บริเวณไหล่เขา ที่ระดับ 1,800 ม.เหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทิอกเขาดอยเชียงดาว

สถานภาพ : เป็นพืชหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

17. สร้อยไทรทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Silene burmanica  Coll. et Hemsl.

วงศ์ : CARYOPHYLLACEAE

ลักษณะลำต้น : เป็นไม้ล้มลุก อายุฤดูเดียว ลำต้นมักออกเดี่ยวๆ ตั้งตรง สูง 50-90 ซม. ตามลำต้นจะบวมตรงบริเวณข้อ

ลักษณะใบ : ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปใบหอก มีขนประปรายตามเส้นใบและขอบใบ ไม่มีก้านใบ

ลักษณะดอก : ดอกสีขาว มีเส้นสีม่วงแดงตามกระสวย ออกเป็นช่อแตกแขนงสั้นๆ ที่ปลายต้น กลีบเลี้ยงติดกัน กลีบดอก 5 กลีบ คล้ายรูประฆัง ยาวพ้นกลีบเลี้ยงเล็กน้อย ขอบกลีบเว้าลึก แต่ละกลีบมีรยางค์ 2 อัน เกสรเพศผู้ 10 อัน โผล่พ้นกลีบดอก

ลักษณะผล : รูปไข่ เมื่อแก่จะแตกออก

ช่วงออกดอก : พฤศจิกายน - ธันวาคม

นิเวศวิทยา : มีเขตกระจายพันธุ์ตั้งแต่พม่าและจีน (ยูนนาน) ขึ้นบนที่โล่งตามพงหญ้าของภูเขาหินปูน ในไทยพบเฉพาะในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ต่างประเทศพบที่ดอยเชียงดาว ระดับความสูง 1,400-2,100 เมตร

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบเฉพาะที่ดอยกิ่วลม และดอยสามพี่น้อง

สถานภาพ : พืชหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5

 

 

 

18. ขาวปั้น

ชื่ออื่น : ตุ้มมณี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scabiosa siamensis Craib

วงศ์ : DIPSACACEAE

ลักษณะลำต้น : เป็นไม้ล้มลุก สูง 30 – 60 ซม. มีลำต้นเป็นเหง้า ใบเป็นใบเดี่ยว รูปใบพาย เรียงแผ่โดยรอบโคนต้น กว้าง 4 – 8 ซม. ยาว 6 – 18 ซม. ลักษณะใบ : โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบจักหรือเป็นคลื่นนเล็กน้อย ก้านใบสั้น

ลักษณะดอก : มีสีขาวออกเป็นช่อ กระจุกแน่น เกือบเป็นทรงกลม ขนาด 4 – 6 ซม. ก้านช่อดอกยาว 8 – 20 ซม. มีขนปกคลุม มีใบประดับรูปขอบขนานที่โคนช่อดอก กลีบรองดอกเป็นขนแข็ง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปกรวย มีเกสรตัวผู้ 4 อัน เกสรตัวเมียยื่นยาวพ้นหลอดดอก ตอนปลายเป็นปุ่มสีขาว

ลักษณะผล : เป็นผลแห้ง เมล็ดแก่ติดแน่นกับใบประดับ

ช่วงออกดอก : ธันวาคม – มกราคม

นิเวศวิทยา : พบเฉพาะบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ขึ้นอยู่ตามซอกหินบนภูเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 1,900 – 2,200 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทิอกเขาดอยเชียงดาว

สถานภาพ : เป็นพืชหายากและเป็นพืชถิ่นเดียวของเชียงดาว ปัจจุบันมีรายงานการพบเฉพาะบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

19. ยังไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะสกุลเดียวกับ แห่พันชั้น

 

 

 

20. ปืนนกไส้

ชื่ออื่นๆ : หญ้าแหลมนกไส้, ปังกุกโคหน่วย, กี่นกไส้, หญ้าก้นจ้ำขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bidens bipinnata Linn.

ชื่อวงศ์ : COMPSITAE

 

 

 

 

21. แห่พันชั้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dumasia leiocarpa

ชื่อวงศ์ : FABACEAE

 

 

 

22. นางจอย

ชื่ออื่นๆ : แอสเตอร์เชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aster ageratoides ssp. Alato-petiolata Kitam.

วงศ์ : ASTERACEAE

ลักษณะลำต้น : พืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นแข็ง ขึ้นเป็นพุ่มขนาดเล็ก สูง 60-100 ซม.

ลักษณะใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่แกมขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบจักเล็กน้อย เป็นซี่ ผิวใบสากคาย ขนาดกว้าง 1-2 ซม. ยาว 3-4 ซม.

ลักษณะดอก : ดอกวงนอกสีขาว วงในสีเหลือง ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกบานขนาด 0.8-1.2 ซม.

ลักษณะผล : ผลรูปขอบขนาน ขนาด 1-2 มม. ส่วนปลายมีขนเป็นพู่ ปลิวได้ตามลม

ช่วงออกดอก : ตุลาคม-มกราคม

นิเวศวิทยา : อินเดีย จีนตอนใต้ ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยพบขึ้นกระจายบริเวณป่าหญ้า ที่ระดับความสู 1,700-2,200 ม.

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทิอกเขาดอยเชียงดาว ตามพื้นที่โล่งแจ้งที่มีหญ้าปกคลุม พบมากบริเวณอ่างสลุง

สถานภาพ : เป็นพืชหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 7 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

23. ชมพูเชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pedicularis siamensis Tsoong

วงศ์ : SCROPHULARIACEAE

ลักษณะลำต้น : ไม้ล้มลุก เป็นพืชเบียนของพืชวงศ์หญ้า สูง 40 – 60 ซม.

ลักษณะใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ หรือรอบลำต้น ในระนาบเดียวกัน แผ่นใบคล้ายใบเฟิน รูปขอบขนาดแกมรูปไข่ มีหยักเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ ขนาดกว้าง 1 – 2.5 ซม. ยาว 1.5 – 4.5 ซม. ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ผิวใบด้านบนมรประขาว ด้านล่างเป็นนวลแป้งขาว ก้านใบสั้น

ลักษณะดอก : มีสีชมพูแกมม่วง ออกเป็นช่อสั้นตรงซอกใบ ดอกยาว 2 – 4 ซม. ไม่มีก้านดอก กลีบรองดอกห่อเป็นถ้วย กลีบดอกบนเป็นหลอดยาว ตอนปลายเป็นจงอยโค้งแหลม กลีบล่างแผ่กว้างแยกออกเป็น 3 แฉก แผ่นกลางกลมมน แผ่นข้างรูปรี

ลักษณะผล : เป็นกระเปาะแข็งรูปไข่ขนาด 0.6 – 1.2 ซม. มีกลีบรองดอกหุ้ม ตอนปลายเป็นหยักแหลม

ช่วงออกดอก : ธันวาคม – มกราคม

นิเวศวิทยา : เป็นพืชเฉพาะถิ่น พบที่ดอยหลวงเชียงดาว จ. เชียงใหม่ ขึ้นเป็นกลุ่มแทรกปะปนกับกอหญ้าและไม่พุ่มเตี้ย ๆ ที่ระดับความสูง 1,800 – 2,100 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทิอกเขาดอยเชียงดาว

สถานภาพ : เป็นพืชหายากและเป็นพืชถิ่นเดียวของเชียงดาว ปัจจุบันมีรายงานการพบเฉพาะบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

24. หรีดเชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gentiana leptoclada ssp. Australis (Craib) Toyokuni

วงศ์ : GENTIANACEAE

ลักษณะลำต้น : เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเกลี้ยง เป็นสัน สูง 40 – 80 ซม.

ลักษณะใบ : รูปไข่ กว้าง 1.0 – 1.3 ซม. ยาว 2.0 – 4.0 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย

ลักษณะดอก : มีสีม่วงอมฟ้า ออกเป็นกระจุก 1 – 5 ดอก ที่ปลายยอดและซอกใบ ดอกบานขนาด 2.5 – 3.0 ซม. กลีบรองดอกเป็นถ้วยตื้น ๆ ปลายแยกเป็น 5 แฉกแหลม ผิวมีสันแผ่คล้ายปีก มีกลีบดอกรูปไข่ปลายแหลม 5 กลีบ มีแฉกย่อยพับอยู่ระหว่างกลีบ ซึ่งสั้นกว่ากลีบดอก ปลายกลีบย่อยจักเป็นซี่แหลม มีเกสรตัวผู้สั้น 5 อัน อันเรณูมีสีม่วง

ลักษณะผล : เป็นรูปกระสวย ยาว 1.5 – 2.0 ซม. ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก สีน้ำตาล รูปสามเหลี่ยม

ช่วงออกดอก : ตุลาคม - กุมภาพันธ์

นิเวศวิทยา : ป็นพืชเฉพาะถิ่น พบที่ดอยหลวงเชียงดาว จ. เชียงใหม่ พบขึ้นกระจายตามภูเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 1,600 – 1,800 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทิอกเขาดอยเชียงดาว

สถานภาพ : เป็นพันธ์ไม้หายากและประจำถิ่นของไทย พบเพียงแห่งเดียวที่ดอยหลวงเชียงดาว จ. เชียงใหม่

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

25. เทพอัปสร

ชื่ออื่น : พวงแก้วเชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Delphinium siamemse (Craib) Munz

ชื่อพ้อง : Delphinium altissimum var. siamensis Craib

วงศ์ : RANUNCULACEA

ลักษณะลำต้น : เป็นพืชล้มลุก สูง 30.0 – 60.0 ซม. ลำต้นมีขนยาวทั่วไป

ลักษณะใบ : ใบเป็นใบเดียว มีมากปริเวณโคนต้น ใบแผ่กว้าง ขนาด 2.5 – 4.0 ซม. แผ่นใบจักเว้าลึก 5 พู ขอบใบจักเว้าตื้น ๆ โคนใบเว้าปลายใบแหลม ก้านใบเรียวยาว 2.0 – 5.0 ซม.

ลักษณะดอก : มีสีม่วงเข้ม เป็นรูปถ้วย ออกเป้นช่อแกน ส่วนท้ายสอบยาว ส่วนปลายบานออก ดอกออกเรียงตั้งในแนวเดียวกัน แต่ละดอกมีใบประดับคล้ายใบรูปไข่ กว้างรองรับ ดอกย่อยกว้าง 2.0 – 2.5 ซม. งวงน้ำหวานชี้ตรงยาว 1.0 – 2.0 ซม. กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นรูปไข่กว้าง กลีบบนด้านหน้าโค้งลงปลายแหลม กลีบข้างและกลีบล่าง เวียนซ้อนกัน ปลาลมนหรือเป็นติ่งแหลม มีเกสรตัวผู้ 5 อัน เป็นแผ่นสีม่วงเข้มอยู่ในหลอดดอก ก้านดอกยาว 0.5 –2.0 ซม.

ช่วงออกดอก : ธันวาคม – มกราคม

นิเวศวิทยา : เป็นพันธุ์พืชเฉพาะถิ่นของดอยหลวงเชียงดาว ขึ้นกระจายตามชายป่า ทุ่งหญ้า และซอกหินที่ชื้น บรเวณเขาหินปูนที่ระดับความสูง 1,900 – 2,150 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบตรงแนวหน้าผาริมทางขึ้นสู่ยอดดอยสามพี่น้องและบนสันแนวดอยกิ่วลม

สถานภาพ : เป็นพืชหายากและเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย ปัจจุบันมีรายงานการพบบริเวณดอยปุย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดอยหัวหมด จังหวัดตากและเทือกเขาตรงข้ามกับสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

26. แสงแดง

ชื่ออื่น : เฮาบาฮัว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Colquhounia coccinea var. mollis (Schlech.) Prain

ชื่อพ้อง : Colquhounia tomentosa Houll.

วงศ์ : LAMIACEAE (LABIATAE)

ลักษณะลำต้น : พืชล้มลุกอายุหลายฤดู สูง 80 – 120 ซม. กิ่งก้านมีขนนุ่มสีเขียวซีดปกคลุมหนาแน่น

ลักษณะใบ : เป็นใบเดียวรูปใบหอกแกมรูปไข่ ขนาดกว้าง 2.5 – 4.5 ซม. ยาว 7 – 11 ซม. โคนใบนม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบจักถี่มีขนสั้นปกคลุมหนาแน่น

ลักษณะดอก : สีแดงส้ม ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย 6 – 20 ดอก ก้านดอกสั้น มีใบประดับขนาดเล็กรองรับ ดอกขนาด 2 – 2.5 ซม. ส่วนโคนเป็นหลอดยาว ปลายขยายออกเป็นปากโค้ง กลีบบนแผ่เป็นรูปไข่ กลีบล่างเป็น 2 แฉกรูปมนขนาดไม่เท่ากัน เกสรตัวผู้ 4 อัน จะมี 2 อันที่ยาวยื่นพ้นปากดอก

ลักษณะผล : รูปรีขนาดเล็กแบน เปลือกเข็ง

ช่วงออกดอก : พฤศจิกาคม – มกราคม

นิเวศวิทยา : พบตามเทือกเขาสูงในภูฐาน เนปาล อินเดีย พม่า จีน ในประเทศไทยพบที่ดอยหลวงเชียงดาวและดอยอ่างขาง บริเวณพื้นที่เปิด ในระดับความสูง 1,400 – 2,200 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทือกเขาดอยเชียงดาว

สถานภาพ : เป็นพืชหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

26. แตรงอน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : LAMIACEAE Orthosiphon sp.

ชื่อวงศ์ : LAMIACEAE

 

 

 

27. เอื้องตาเหิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendrobium infundibulum Lindl.

 

 

 

 

28. เหยื่อจง

ชื่ออื่น : เหยื่อเลียงผา เทียนหมอคาร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens kerriae Craib

วงศ์ : BALSAMINACEAE

ลักษณะลำต้น : พืชล้มลุก ลักษณะเป็นพุ่ม อวบน้ำ สูง 30 – 70 ซม. ลำต้นเกลี้ยง มักออกเป็นสีเหลือบแดง

ลักษณะใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ ออกชิดกันที่ปลายยอด แผ่นใบหนา ใบรูปหอกแกมรูปไข่ ยาวประมาณ 6-11 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบรูปลิ่ม ขอบใบจักซี่ฟันเป็นต่อมสีแดง และมีต่อม 1 คู่ ใกล้โคนใบ เส้นแขนงใบมี 8-10 คู่ โค้งแบบคันศรลู่ไปทางปลายใบ ก้านใบยาวได้ถึง 3 ซม.

ลักษณะดอก : ดอกออกเดี่ยวๆ หรือเป็นคู่ตามซอกใบ ใบประดับรูปแถบ ยาวประมาณ 0.5 ซม. ก้านดอกยาว 4-7.5 ซม. กลีบเลี้ยงกลีบข้าง 2 อัน ฝ่อไป 2 อัน รูปไข่แกมรูปวงกลม บางคล้ายเยื่อ ยาวประมาณ 1.5-2 ซม. ปลายกลีบเป็นติ่งแหลม กลีบปากเป็นถุง ยาวจากปากกลีบไปถึงเดือยประมาณ 2.5 ซม. เดือยยาวประมาณ 0.5 ซม. แยกเป็นสองแฉก โค้งเข้าด้านใน กลีบดอกสีเหลืองหรือครีมอ่อน กลีบกลางรูปรีแกมรูปไข่กลับ มีแถบสีแดงปนเหลืองด้านใน กลีบยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบเว้าตื้น กลีบปีกยาวประมาณ 3.5 ซม.

ลักษณะผล : แคปซูลเต่งตรงกลาง เกลี้ยง ยาวประมาณ 3 ซม. เมล็ดรูปกระสวย มีขนละเอียด ยาวประมาณ 3.5 มม.

ช่วงออกดอก : พฤศจิกาคม – มกราคม

นิเวศวิทยา : พบเฉพาะเวียดนามตอนใต้ และทางภาคเหนือของไทยที่ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นตามที่โล่งเขาหินปูน ระดับความสูง 1,900-2,100 เมตร

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทือกเขาดอยเชียงดาว โดยเฉพาะดอยสามพี่น้องและดอยกิ่วลม พบมากกว่าบริเวณอื่น

สถานภาพ : เป็นพืชเหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 และหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

 

 

29. เทียนพิสุทธิ์

ชื่ออื่น : เทียนดอกขาว, เทียนนกขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens discolor DC.

วงศ์ : BALSAMINACEAE

ลักษณะลำต้น : พบขึ้นเป็นกลุ่ม เป็นไม้พุ่ม ต้นอวบน้ำ สูงประมาณ 20-30 ซม.

ช่วงออกดอก : สิงหาคม - พฤศจิกายน

นิเวศวิทยา : พบในอินเดีย เนปาล พม่า และไทย เจริญตามซอกหินปูน หรือป่าหญ้าที่มีหินปูนโล่งแจ้ง มีแสงแดดจัด มีความชื้นสูง ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 1,600-2,000 เมตร

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบบริเวณอ่างสลุง บนดอยสามพี่น้อง และดอยกิ่วลม

สถานภาพ : เป็นพืนหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

 

 

30. มะหิ่งเม่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crotalaria spectabilis ssp. Parvibracteata Niyomdham

ชื่อวงศ์ : FABACEAE

ลักษณะลำต้น : พืชล้มลุก สูงได้ถึง 2 ม.

ลักษณะใบ : ใบเป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนานถึงรูปหอก กว้าง 3-9 ซม. ยาว 5-11 ซม. แผ่นใบด้านล่างมีขนนุ่มแน่น โคนใบสอบ ปลายใบมนหรือแหลม

ลักษณะดอก : ดอกสีเหลือง บริเวณโคนกลีบมีแถบสีส้มจาง ออกเป็นช่อแกนที่ปลายยอด ช่อดอกยาว 10-15 ซม. ขนาดดอกบาน 1.5-2.0 ซม. ก้านดอกยาว 1 ซม. กลีบดอก 5 กลีบ กลีบบนแผ่รูปไข่ กลีบข้างรูปขอบขนานบิด กลีบล่างรูปท้องเรือ เกสรผู้ 10 อัน เป็นมัด ผลเป็นฝักรูปป้อมรี โคนสอบ ปลายกว้าง ปลายเป็นจงอยแหลม กว้าง 1 ซม. ยาว 3-4 ซม.

ลักษณะผล : ผลรูปไต ผลแก่แล้วแตก สีดำ เมล็ดสีน้ำตาล กว้าง 3-4 ซม.

ช่วงออกดอก : กันยายน-ตุลาคม

นิเวศวิทยา : ประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันตก บนเทือกเขาในป่าเบญจพรรณ หรือข้างลำธารของป่าดงดิบ ที่ระดับความสูง 200-800 ม.

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทือกเขาดอยเชียงดาว

สถานภาพ : เป็นพืนทั่วไป

 

 

 

31. บัวทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hypericum hookerianum Wight & Arn.

ชื่อวงศ์ : Hypericaceae

ลักษณะลำต้น : ไม้พุ่ม ทรงกลม

ลักษณะใบ : ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ยาวประมาณ 2-7 ซม. แผ่นใบด้านล่างสีอ่อนหรือมีนวล ก้านใบสั้น

ลักษณะดอก : ดอกออกเป็นช่อกระจุกสั้นๆ มี 1-5 ดอก ก้านดอกยาว 0.3-1.5 ซม. ดอกรูปถ้วย มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-6 ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจำนวนอย่างละ 5 กลีบ เกสรเพศผู้มี 5 มัด มัดละประมาณ 60-80 อัน ยาว 0.5-1 ซม. เกสรเพศเมียแยกเป็น 5 แฉก

ลักษณะผล : ผลแบบแคปซูล รูปไข่หรือแกมรูปโคน ยาว 1-1.7 ซม. เมล็ดจำนวนมาก สีน้ำตาลแดง

ช่วงออกดอก : ตุลาคม - ธันวาคม

นิเวศวิทยา : พบตั้งแต่บังคลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เนปาล พม่า และเวียดนามตอนบน ตามชายป่าดิบเขา ระดับความสูง 1,600-2,500 เมตร ในไทยพบเฉพาะทางภาคเหนือ

ถิ่นอาศัยบนดอยเชียงดาว : พบอยู่ทั่วไปบนยอดดอยทุกดอยบนเทือกเขาดอยเชียงดาว

สถานภาพ : เป็นพืนหายาก

อ้างอิง : เนื้อหาจากหนังสือสูงเสียดดอย พรรณไม้งาม

 

Last Updated ( Monday, 18 February 2013 18:11 )